ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกไม่ได้อยู่นานเท่ากันทุกจุดบนใบหน้าค่ะ โดยทั่วไปฟิลเลอร์ที่ปากมักยุบเร็วที่สุด ประมาณ 6–12 เดือน ร่องแก้มอยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน ส่วนจมูก คาง หน้าผาก และขมับมักอยู่ได้นานกว่า ประมาณ 9–18 เดือน และบริเวณใต้ตาบางคนเห็นผลนานกว่านั้นอีก ตัวเลขเหล่านี้เป็นช่วงเวลาทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่คลินิกไหนรับประกันได้ เพราะขึ้นอยู่กับว่าจุดนั้นขยับมากแค่ไหน ฉีดลึกแค่ไหน ใช้ตัวยาชนิดใด ปริมาณเท่าไร และร่างกายของแต่ละคนสลายกรดไฮยาลูโรนิกเร็วหรือช้าค่ะ บทความนี้ไล่ทีละจุด อธิบายเหตุผล และบอกว่าควรถามอะไรก่อนฉีดที่โซล
ทำไมฟิลเลอร์แต่ละจุดอยู่ได้ไม่เท่ากัน?

คำตอบสั้น ๆ คือ ยิ่งจุดนั้นขยับบ่อยและมีเลือดไหลเวียนมาก ฟิลเลอร์ก็มักสลายเร็วขึ้นค่ะ
ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ที่ใช้กันในคลินิกความงามทำจากกรดไฮยาลูโรนิก (HA) ซึ่งร่างกายค่อย ๆ ย่อยสลายเองตามธรรมชาติ ปัจจัยที่ทำให้แต่ละจุดต่างกันมีหลายข้อ
- การเคลื่อนไหว: ริมฝีปากขยับทุกครั้งที่พูด กิน และยิ้ม แรงกดซ้ำ ๆ ทำให้ฟิลเลอร์กระจายและถูกย่อยเร็วกว่าจุดที่ค่อนข้างนิ่งอย่างสันจมูกหรือคาง
- ความลึกที่ฉีด: จุดที่ฉีดลึกใกล้กระดูก (เช่น คาง สันจมูก) มักอยู่นานกว่าจุดที่ฉีดตื้นในชั้นผิว
- ชนิดของตัวยา: ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีการเชื่อมโยงโมเลกุล (cross-linking) และความหนืดต่างกัน เนื้อแข็งที่ออกแบบมาให้ยกโครงมักคงรูปนานกว่าเนื้อนิ่มที่ออกแบบมาให้เกลี่ยเรียบ
- ปริมาณ: ปริมาณที่มากกว่ามักใช้เวลานานกว่าจะยุบจนสังเกตได้ แต่ไม่ได้แปลว่าควรฉีดเยอะเพื่อให้อยู่นาน
- ตัวบุคคล: อัตราการเผาผลาญ อายุ ความหนาของผิว และประวัติการฉีดเดิม ทำให้คนสองคนที่ฉีดตัวยาเดียวกันในจุดเดียวกันได้ผลนานไม่เท่ากัน
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ “ยุบ” ไม่ได้แปลว่าหายไปทันทีในวันใดวันหนึ่งค่ะ ฟิลเลอร์มักค่อย ๆ ลดลง ช่วงแรกดูเหมือนเดิม แล้วจึงเริ่มเห็นว่าความชัดลดลงทีละน้อย
ฟิลเลอร์ปากอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปประมาณ 6–12 เดือน และมักเป็นจุดที่สั้นที่สุดค่ะ
ริมฝีปากเป็นกล้ามเนื้อที่ขยับตลอดเวลา และตัวยาที่ใช้กับปากมักเป็นเนื้อนิ่มเพื่อให้สัมผัสเป็นธรรมชาติเวลาพูดหรือยิ้ม เนื้อนิ่มแบบนี้จึงไม่ค่อยคงรูปนานเท่าเนื้อแข็ง หลายคนรู้สึกว่าขอบปากยังชัดอยู่นานกว่าตัวเนื้อปากที่อวบขึ้น
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม
- อาการบวมหลังฉีดปากมักเด่นกว่าจุดอื่นในช่วงไม่กี่วันแรก ยังไม่ควรตัดสินรูปปากในวันแรก
- ถ้าต้องการให้ปากอวบมาก การเติมทีละน้อยแล้วค่อยเสริมมักได้ผลเป็นธรรมชาติกว่าการฉีดจำนวนมากในครั้งเดียว
- คนที่เคยเป็นเริมที่ปาก ควรแจ้งคลินิกก่อนฉีด
ฟิลเลอร์จมูกอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปประมาณ 9–18 เดือนค่ะ บางคนเห็นรูปทรงอยู่นานกว่านั้น
สันจมูกเป็นจุดที่ไม่ค่อยขยับ และฟิลเลอร์มักถูกวางลึกใกล้กระดูกและกระดูกอ่อน จึงคงรูปได้ค่อนข้างนาน แต่สิ่งที่ต้องรู้ก่อนคือ ฟิลเลอร์จมูกเป็นการเติมเพื่อปรับเส้นสันและมุมให้ดูสม่ำเสมอขึ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนโครงแบบผ่าตัด ถ้าอยากรู้ว่าฟิลเลอร์จมูกทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ อ่านต่อได้ที่ ฟิลเลอร์จมูกทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้?
ความเสี่ยงที่ต้องพูดตรง ๆ คือ บริเวณจมูกมีหลอดเลือดที่เชื่อมกับบริเวณรอบดวงตา การฉีดผิดตำแหน่งอาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน ซึ่งพบไม่บ่อยแต่ร้ายแรง จึงเป็นจุดที่ควรเลือกแพทย์ที่ทำจุดนี้เป็นประจำ และถามว่าคลินิกมียาสลายฟิลเลอร์พร้อมใช้หรือไม่ค่ะ
ฟิลเลอร์คางอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปประมาณ 12–18 เดือนค่ะ
คางเป็นอีกจุดที่ขยับน้อยและฉีดลึกใกล้กระดูก ตัวยาที่ใช้มักเป็นเนื้อค่อนข้างแข็งเพื่อยกโครงให้ปลายคางยื่นหรือยาวขึ้น จึงมักอยู่นานกว่าปาก ข้อจำกัดคือฟิลเลอร์เพิ่มปริมาตรได้ แต่ไม่ได้ลดความกว้างของกราม คนที่อยากให้หน้าเรียวลงจากกล้ามเนื้อกรามใหญ่ มักต้องคุยเรื่องโบท็อกซ์กรามแยกต่างหาก
ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้นานแค่ไหน?
หลายคนเห็นผลนานกว่าจุดอื่น บางครั้งเกิน 12 เดือน แต่ผิวบริเวณนี้บางมาก จึงเป็นจุดที่ต้องระวังที่สุดค่ะ
บริเวณใต้ตาขยับน้อยและเลือดไหลเวียนช้ากว่า ฟิลเลอร์จึงสลายช้า ซึ่งฟังดูเป็นข้อดี แต่ก็มีอีกด้าน
- ผิวใต้ตาบาง ถ้าฉีดตื้นเกินไปหรือใช้ตัวยาที่ไม่เหมาะ อาจเห็นเป็นเงาสีฟ้าอมเทา หรือเป็นก้อนนูน
- ฟิลเลอร์ HA ดึงน้ำได้ บางคนจึงมีอาการบวมใต้ตาค้างนานกว่าปกติ
- คนที่ถุงใต้ตาเกิดจากไขมันยื่น มักไม่ใช่ผู้ที่เหมาะกับการเติมฟิลเลอร์ใต้ตา เพราะอาจทำให้ดูบวมขึ้น
ตัวยาที่ใช้บริเวณนี้มักเป็นเนื้อนิ่มที่ออกแบบมาให้เกลี่ยเรียบ ควรถามชื่อรุ่นตัวยาและเหตุผลที่แพทย์เลือกใช้ทุกครั้งค่ะ
ฟิลเลอร์ร่องแก้มอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปประมาณ 6–12 เดือน บางคนนานกว่านั้นค่ะ
ร่องแก้ม (ร่องจากข้างจมูกลงมุมปาก) อยู่ใกล้ปากซึ่งขยับบ่อย ฟิลเลอร์จึงมักสลายเร็วกว่าคางหรือจมูก อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ร่องแก้มลึกขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น แก้มหย่อนลงตามอายุ บางครั้งแพทย์อาจแนะนำให้เติมที่แก้มส่วนหน้าหรือแก้มข้างเพื่อยกโครงก่อน แทนที่จะเติมที่ร่องโดยตรงอย่างเดียว ซึ่งทำให้ผลและงบประมาณต่างกันมาก
สรุปแยกตามจุด: ช่วงเวลาโดยทั่วไป
ตารางนี้เป็นช่วงเวลาโดยประมาณที่พบได้บ่อยค่ะ ผลของแต่ละคนสั้นหรือยาวกว่านี้ได้
| จุด | ช่วงเวลาโดยทั่วไป (ประมาณ) | เหตุผลหลัก |
|---|---|---|
| ปาก | 6–12 เดือน | ขยับตลอดเวลา ตัวยามักเป็นเนื้อนิ่ม |
| ร่องแก้ม | 6–12 เดือน | อยู่ใกล้ปาก ขยับบ่อย |
| จมูก | 9–18 เดือน | ขยับน้อย ฉีดลึกใกล้โครง |
| คาง | 12–18 เดือน | ขยับน้อย ตัวยามักเนื้อแข็ง |
| หน้าผาก / ขมับ | 12–18 เดือน | ขยับไม่มาก ฉีดลึก |
| ใต้ตา | บางคนเกิน 12 เดือน | ขยับน้อย แต่ผิวบาง ต้องระวังเป็นพิเศษ |
ตัวยานำเข้ากับตัวยาเกาหลี เกี่ยวกับความทนนานยังไง?
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ “ขึ้นกับรุ่นของตัวยา มากกว่าประเทศที่ผลิต” ค่ะ
คลินิกที่โซลหลายแห่งแบ่งเมนูฟิลเลอร์เป็นสองสาย คือสายนำเข้า (เช่น Juvederm, Restylane, Belotero) และสายเกาหลี ราคาของสองสายต่างกันได้หลายเท่าสำหรับจุดเดียวกัน แต่ไม่ได้แปลว่าสายหนึ่งจะอยู่นานกว่าอีกสายเสมอไป เพราะแต่ละแบรนด์ยังมีหลายรุ่นที่เนื้อและความหนืดต่างกัน
สิ่งที่ทำให้ความต่างนี้มีความหมายจริง ๆ คือ
- ชื่อรุ่นเฉพาะ: ควรถามชื่อรุ่นที่จะใช้ ไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์ และขอดูกล่องหรือฉลากตัวยาก่อนฉีด
- ความเหมาะกับจุด: ตัวยาที่ดีสำหรับคางอาจไม่เหมาะกับปากหรือใต้ตา การเลือกให้ตรงจุดสำคัญกว่าการเลือกสายราคา
- ข้อมูลที่ตรวจสอบได้: ตัวยานำเข้ารุ่นใหญ่ ๆ มีข้อมูลการใช้งานเผยแพร่มานาน ส่วนตัวยาเกาหลีบางรุ่นก็มีข้อมูลเช่นกัน ถามแพทย์ได้ตรง ๆ ว่าเลือกรุ่นนี้เพราะอะไร
ถ้าคลินิกตอบไม่ได้ว่าใช้รุ่นอะไร หรือบอกว่าตัวยาไหนจะอยู่ได้แน่นอนกี่เดือน นั่นเป็นสัญญาณที่ควรถามต่อค่ะ
ทำไมทุกตัวเลขจึงเป็นช่วงเวลา ไม่ใช่คำสัญญา?
เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าร่างกายของคุณจะสลายฟิลเลอร์เร็วแค่ไหนค่ะ
ตัวเลขที่ผู้ผลิตหรือคลินิกบอก มักมาจากค่าเฉลี่ยในกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีทั้งคนที่ผลอยู่สั้นกว่าและนานกว่านั้น ปัจจัยที่ทำให้ผลของคุณต่างจากค่าเฉลี่ย ได้แก่
- ปริมาณที่ฉีดในครั้งนั้น
- การออกกำลังกายหนักสม่ำเสมอ ซึ่งบางคนรู้สึกว่าผลสั้นลง (ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน)
- การฉีดครั้งแรกกับการฉีดซ้ำ หลายคนรู้สึกว่าครั้งต่อ ๆ ไปอยู่ได้นานขึ้น แต่ไม่เกิดกับทุกคน
- การนวดหรือกดบริเวณที่ฉีดแรง ๆ ในช่วงแรก
อีกเรื่องที่ต้องรู้คือ ฟิลเลอร์บางส่วนอาจยังอยู่ในเนื้อเยื่อนานกว่าที่ตาเห็น การเติมซ้ำโดยไม่ประเมินของเดิมจึงอาจทำให้เกิดการสะสมจนรูปหน้าดูหนักขึ้น ควรบอกแพทย์ทุกครั้งว่าเคยฉีดที่ไหน เมื่อไร และใช้ตัวยาอะไรค่ะ
ฟิลเลอร์ไม่อยู่ตามที่คิด หรืออยากเอาออก ทำได้ไหม?
ฟิลเลอร์ HA สลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) ค่ะ
นี่เป็นข้อดีสำคัญของฟิลเลอร์ HA เมื่อเทียบกับสารเติมเต็มชนิดอื่น ถ้ารูปทรงไม่เป็นอย่างที่ต้องการ หรือมีก้อนที่ไม่ยุบเอง แพทย์สามารถฉีดเอนไซม์สลายได้ แต่การสลายก็มีข้อจำกัด อาจต้องฉีดมากกว่าหนึ่งครั้ง และบางคนแพ้เอนไซม์ได้ จึงควรทำโดยแพทย์ที่ประเมินก่อนเสมอ
ในช่วง 14 วันแรกหลังฉีด อาการบวมหรือคลำได้เป็นก้อนเล็ก ๆ มักเป็นเรื่องปกติ ถ้าอยากรู้ว่าอาการไหนควรส่งรูปให้คลินิก อ่านต่อได้ที่ บวมธรรมดา หรือเป็นก้อนที่ต้องบอกคลินิก?
อาการที่ต้องติดต่อคลินิกหรือพบแพทย์ทันที: ผิวบริเวณที่ฉีดซีดขาวหรือเป็นลายจ้ำม่วงคล้ำ ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการผิดปกติทางการมองเห็น อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของหลอดเลือดอุดตันและต้องรีบรักษาค่ะ
ราคาฟิลเลอร์ที่โซลคิดยังไง?
คลินิกส่วนใหญ่ในโซลคิดราคาฟิลเลอร์ “ต่อจุด” และแยกตามสายตัวยา ไม่ได้คิดต่อซีซีเสมอไปค่ะ
ช่วงราคาที่มักเห็นบนเมนูคลินิกในโซล (ประมาณการคร่าว ๆ ไม่ใช่ราคาของคลินิกใดคลินิกหนึ่ง)
- สายเกาหลี: ประมาณ 100,000–300,000 วอน ต่อจุด (ราว 2,500–7,500 บาท)
- สายนำเข้า: ประมาณ 300,000–500,000 วอน ขึ้นไป ต่อจุด (ราว 7,500–12,500 บาท ขึ้นไป)
อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในบทความนี้คือประมาณ 1 บาท ≈ 40 วอน ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนเดินทาง
สิ่งที่ต้องดูเวลาเทียบราคา
- ราคานั้นรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วหรือยัง
- ราคานั้นหมายถึงหนึ่งจุด หรือต่อปริมาณตัวยา
- สายนำเข้าหรือสายเกาหลี และรุ่นอะไร
- มีค่าเลือกแพทย์หรือค่าบริการอื่นเพิ่มหรือไม่
ปริมาณที่แต่ละจุดต้องใช้จริงขึ้นกับการประเมินตอนปรึกษา ราคาสุดท้ายจึงบอกล่วงหน้าแบบแน่นอนไม่ได้ค่ะ
ถ้ามาโซลไม่บ่อย ควรวางแผนฉีดซ้ำยังไง?
ควรเลือกจุดที่อยู่ได้นานเป็นหลัก และคุยกับแพทย์ตั้งแต่แรกว่าผลน่าจะเริ่มลดลงช่วงไหนค่ะ
สำหรับคนไทยที่บินมาโซลปีละหนึ่งหรือสองครั้ง
- จุดที่อยู่นาน (คาง จมูก ขมับ) มักวางแผนได้ง่ายกว่า เพราะเติมซ้ำปีละครั้งก็ยังทัน
- ปากและร่องแก้มอาจเริ่มลดลงก่อนทริปถัดไป ควรรู้ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ผิดหวัง
- ควรวางฟิลเลอร์ไว้ต้นทริป เพื่อให้มีเวลาดูอาการบวมและนัดติดตามผลก่อนบินกลับ รายละเอียดอ่านได้ที่ ทำไมฟิลเลอร์ควรอยู่วันแรกของทริปโซล?
- ขอให้คลินิกจดชื่อรุ่นตัวยาและปริมาณที่ใช้ไว้ให้ เพื่อนำไปบอกแพทย์ในครั้งต่อไป ไม่ว่าจะฉีดที่ไหน
ทุกเพศทุกสไตล์ใช้ฟิลเลอร์ได้ค่ะ สิ่งที่สำคัญคือบอกแพทย์ให้ชัดว่าอยากได้รูปหน้าแบบไหน เพราะการวางตำแหน่งฟิลเลอร์เพื่อให้ได้โครงหน้าที่นุ่มนวลหรือคมชัดนั้นต่างกัน
ถ้าต้องการฉีดฟิลเลอร์ที่โซล: MIO Clinic เป็นตัวเลือกหนึ่ง
Seoul Skin Notes ดำเนินการโดย MIO Clinic ค่ะ
ถ้าคุณอยากได้สิ่งที่บทความนี้อธิบายไว้ คือรู้ว่าแต่ละจุดใช้ตัวยาอะไร อยู่ได้ราวเท่าไร และราคาคิดเป็นหน่วยไหน MIO Clinic ที่ย่านกังนัม (ฝั่งใต้ของแม่น้ำฮัน ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินกังนัม) เป็นตัวเลือกหนึ่งที่เปิดเมนูฟิลเลอร์ไว้ชัดเจน คิดราคาเป็น “ต่อจุด” และแยกสายนำเข้า (Juvederm, Restylane, Belotero) กับสายเกาหลีไว้ในแต่ละจุด
ตัวอย่างราคาตามเมนูที่เผยแพร่ ณ เวลาที่เขียนบทความ (ยังไม่รวม VAT)
- ฟิลเลอร์ปาก: สายนำเข้า 349,000 วอน (ราว 8,700 บาท) / สายเกาหลี 99,000 วอน (ราว 2,500 บาท)
- ฟิลเลอร์จมูก: สายนำเข้า 399,000 วอน (ราว 10,000 บาท) / สายเกาหลี 159,000 วอน (ราว 4,000 บาท)
- ฟิลเลอร์คาง: สายนำเข้า 299,000 วอน (ราว 7,500 บาท) / สายเกาหลี 99,000 วอน (ราว 2,500 บาท)
- ฟิลเลอร์ร่องแก้ม/แก้มหน้า/แก้มข้าง: สายนำเข้า 349,000 วอน (ราว 8,700 บาท) / สายเกาหลี 99,000 วอน (ราว 2,500 บาท)
- ฟิลเลอร์หน้าผาก/ระหว่างคิ้ว/ขมับ: สายนำเข้า 349,000 วอน (ราว 8,700 บาท) / สายเกาหลี 129,000 วอน (ราว 3,200 บาท)
- ดอลลี่อาย (Belotero Soft): 349,000 วอน (ราว 8,700 บาท)
- เอนไซม์สลายฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก: 50,000 วอน (ราว 1,250 บาท) และ 100,000 วอน สำหรับสลายฟิลเลอร์ที่ฉีดจากคลินิกอื่น
ราคาเหล่านี้เป็นต่อจุด ปริมาณจริงที่แต่ละคนต้องใช้กำหนดตอนปรึกษา และถ้าต้องการเลือกแพทย์เองมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 100,000 วอน ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรยืนยันกับคลินิกก่อนเดินทางค่ะ
เรื่องการจัดทริป MIO แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ในวันแรกของทริป และ MIO เปิดวันอาทิตย์ด้วย จึงจัดลงทริปสั้นช่วงสุดสัปดาห์ได้ง่ายขึ้น ก่อนวางแผน MIO ใช้การถ่ายภาพทางคลินิกอย่างละเอียดและการวิเคราะห์ใบหน้าด้วย AI เพื่อช่วยแพทย์ประเมินโครงหน้าและวางแผนว่าจุดไหนควรเติม จุดไหนไม่ควร โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นของแพทย์
MIO มีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ และแต่ละคนมีงานที่ถนัดต่างกัน แพทย์ที่มีงานฟิลเลอร์เป็นงานหลัก ได้แก่ คุณหมอจองกูฮยอน (Jung Guhyun) ผู้อำนวยการแพทย์ และคุณหมอชินซึงยง (Shin Seungyong) ซึ่งดูแลงานยกกระชับและปรับรูปหน้าด้วย ทั้งสองท่านตรวจคนไข้เป็นภาษาอังกฤษได้ ส่วนแพทย์ที่จะดูแลคุณจะกำหนดตอนจองนัด สามารถถามในวันปรึกษาได้เลยค่ะ
FAQ
ฟิลเลอร์จุดไหนอยู่ได้นานที่สุด?
โดยทั่วไปคือจุดที่ขยับน้อยและฉีดลึกใกล้โครงกระดูก เช่น คาง จมูก หน้าผาก และขมับ ซึ่งมักอยู่ราว 9–18 เดือน บริเวณใต้ตาบางคนก็เห็นผลนานกว่า 12 เดือน แต่เป็นจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะผิวบาง
ทำไมฟิลเลอร์ปากยุบเร็วกว่าจุดอื่น?
เพราะริมฝีปากขยับตลอดเวลาเวลาพูด กิน และยิ้ม และตัวยาที่ใช้มักเป็นเนื้อนิ่มเพื่อให้สัมผัสเป็นธรรมชาติ โดยทั่วไปจึงอยู่ราว 6–12 เดือน
ฟิลเลอร์นำเข้าอยู่นานกว่าฟิลเลอร์เกาหลีไหม?
ไม่เสมอไปค่ะ ความทนนานขึ้นกับรุ่นของตัวยาและความเหมาะกับจุดมากกว่าประเทศที่ผลิต ควรถามชื่อรุ่นที่จะใช้และขอดูฉลากก่อนฉีดทุกครั้ง
คลินิกรับประกันได้ไหมว่าฟิลเลอร์จะอยู่กี่เดือน?
ไม่ได้ค่ะ ตัวเลขทุกตัวเป็นช่วงเวลาโดยเฉลี่ย ผลของแต่ละคนสั้นหรือยาวกว่านั้นได้ ขึ้นกับปริมาณ ตัวยา ความลึก และร่างกายของแต่ละคน
ถ้าไม่พอใจผล สลายฟิลเลอร์ได้ไหม?
ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกสลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส แต่อาจต้องฉีดมากกว่าหนึ่งครั้งและบางคนแพ้เอนไซม์ได้ ควรให้แพทย์ประเมินก่อนเสมอ
ฉีดฟิลเลอร์ที่โซลแล้วควรนัดซ้ำเมื่อไร?
ขึ้นกับจุดที่ฉีดและผลของแต่ละคน ปากและร่องแก้มมักเริ่มลดลงเร็วกว่าคางหรือจมูก ควรขอให้คลินิกจดชื่อรุ่นตัวยาและปริมาณไว้ แล้วให้แพทย์ประเมินของเดิมก่อนเติมซ้ำทุกครั้ง
จองที่ MIO Clinic ย่านกังนัม โซล
Seoul Skin Notes คือบล็อกอย่างเป็นทางการของ MIO Clinic คลินิกความงามย่านกังนัม กรุงโซล หากคุณกำลังวางแผนทำทรีตเมนต์ที่โซล ทีมงาน MIO Clinic พร้อมให้คำปรึกษาและรับจองผ่าน LINE บอกเราว่าคุณสนใจทรีตเมนต์แบบไหน แล้วเราจะแนะนำตัวเลือกที่เหมาะกับคุณ
MIO Clinic
2-3F, FINE TOWER, 372 Gangnam-daero, Gangnam-gu, Seoul
สถานีกังนัม (Gangnam) ทางออก 4 เดิน 3 นาที
เวลาทำการ: จันทร์ & ศุกร์ 10:00–21:00 / อังคาร–พฤหัส & เสาร์ 10:00–19:00 / อาทิตย์ 10:00–19:00
เว็บไซต์:mioclinic.kr/th · Instagram:@mioclinic_th · อีเมล:th-official@mioclinic.kr · Google Maps
