หลังทำหัตถการความงาม อาการบวมและแดงมักจะออกมากที่สุดในช่วง 24–72 ชั่วโมงแรก จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงในช่วงวันที่ 4–7 และส่วนใหญ่ยุบเกือบหมดภายใน 1–2 สัปดาห์ค่ะ แต่ระยะเวลานี้ขึ้นอยู่กับว่าทำหัตถการอะไร ทำตรงจุดไหน และร่างกายแต่ละคนตอบสนองยังไงด้วย ฟิลเลอร์ที่ปากหรือใต้ตามักบวมให้เห็นชัดกว่าโบท็อกซ์ลดริ้วรอย ส่วนเลเซอร์ที่ใช้เข็มมักแดงกว่าโทนนิ่งที่ไม่ใช้เข็ม บทความนี้ไล่ให้ดูว่าแต่ละวันอาการมักเป็นยังไง แบบไหนพบได้ทั่วไป สัญญาณแบบไหนที่ควรติดต่อคลินิกทันที และจะจัดตารางทริปโซลยังไงให้วันที่บวมที่สุดไม่ตรงกับวันขึ้นเครื่องหรือวันที่มีงานสำคัญ
ก่อนอ่านต่อ ขอบอกตรงนี้ก่อนว่าบทความนี้เป็นการเล่าภาพรวมที่พบกันบ่อย ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์สำหรับใบหน้าของคุณ ถ้าอาการของคุณต่างจากที่เขียนไว้ หรือคุณไม่แน่ใจ ให้ถามคลินิกที่ทำให้คุณดีที่สุดค่ะ
ทำไมทำหัตถการแล้วถึงบวม และทำไมแต่ละอย่างบวมไม่เท่ากัน

อาการบวมคือปฏิกิริยาตามปกติของเนื้อเยื่อเวลาที่โดนเข็มแทง มีสารเติมเข้าไป หรือได้รับพลังงานความร้อนค่ะ ร่างกายจะส่งเลือดและของเหลวมาที่บริเวณนั้นมากขึ้นชั่วคราว อาการบวมเลยไม่ได้แปลว่ามีอะไรผิดพลาดเสมอไป
ที่แต่ละหัตถการบวมไม่เท่ากัน มีปัจจัยหลัก ๆ 4 ข้อ
- มีสารเพิ่มเข้าไปหรือเปล่า ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกดึงน้ำเข้าหาตัวเองได้ ช่วงแรกจึงอาจดูอิ่มกว่าผลที่จะได้จริง
- ตำแหน่งที่ทำ ปาก ใต้ตา และรอบดวงตาเป็นบริเวณที่ผิวบางและเนื้อเยื่อหลวม เลยบวมให้เห็นง่ายกว่าคางหรือหน้าผาก
- จำนวนจุดที่เข็มผ่าน สกินบูสเตอร์ที่ฉีดเป็นจุดเล็ก ๆ ทั่วหน้า อาจมีตุ่มนูนเล็ก ๆ อยู่ช่วงสั้น ๆ ส่วนเลเซอร์ที่ใช้เข็มก็มักทิ้งรอยแดงไว้
- ร่างกายของแต่ละคน บางคนช้ำง่าย บางคนบวมน้ำง่าย การนอนน้อย แอลกอฮอล์ และอาหารเค็มก็ทำให้ดูบวมขึ้นได้
ทั้งหมดนี้ทำให้ไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้แน่ ๆ ว่าคุณจะบวมกี่วัน ที่ทำได้คือเข้าใจรูปแบบทั่วไป แล้ววางแผนเผื่อไว้ค่ะ
ไล่ดูวันต่อวัน: อาการบวมและแดงมักเปลี่ยนไปยังไง
ลำดับที่เล่าต่อจากนี้เป็นภาพรวมของหัตถการแบบไม่ผ่าตัด เช่น ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ สกินบูสเตอร์ และเลเซอร์ ระยะเวลาจริงต่างกันได้มากในแต่ละคนนะคะ
ชั่วโมงแรกหลังทำ
บริเวณที่ทำมักแดง อุ่น และนูนเล็กน้อย ถ้าใช้ยาชา บางจุดอาจยังชาอยู่ราว 1–2 ชั่วโมง หลังฉีดอาจเห็นรอยเข็มเป็นจุดเล็ก ๆ ส่วนหลังเลเซอร์ผิวมักแดงคล้ายโดนแดดอ่อน ๆ ช่วงนี้หน้าตามักยังไม่ใช่ผลที่แท้จริง เพราะทั้งอาการบวมและยาชายังส่งผลอยู่
วันที่ 1
หลายคนตื่นมาเช้าวันแรกแล้วพบว่าบวมกว่าตอนออกจากคลินิก ถือเป็นเรื่องพบบ่อย เพราะของเหลวจะไปรวมอยู่ที่ใบหน้าระหว่างนอนราบ ส่วนรอยช้ำถ้ามี มักเริ่มเห็นได้ในวันนี้
วันที่ 2–3
สำหรับหลายหัตถการ ช่วงนี้มักบวมมากที่สุดหรือใกล้จะมากที่สุด โดยเฉพาะตอนเช้า ฟิลเลอร์ที่ปากอาจดูอิ่มเกินที่ตั้งใจไว้ ใต้ตาอาจดูนูน ส่วนรอยช้ำอาจเปลี่ยนจากม่วงเป็นเขียวหรือเหลือง ช่วงนี้จึงยังไม่ใช่เวลาที่จะตัดสินผล
วันที่ 4–7
อาการบวมมักลดลงชัดเจน อาการตึงหรือรู้สึกว่ามีก้อนเล็ก ๆ จากฟิลเลอร์หรือสกินบูสเตอร์มักเบาลง หน้าตาเริ่มเข้าใกล้ผลจริง แต่อาจยังมีบวมเล็กน้อยหลงเหลืออยู่ ส่วนรอยแดงจากเลเซอร์ส่วนใหญ่ก็จางลงในช่วงนี้
สัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป
อาการบวมส่วนใหญ่ยุบเกือบหมด ฟิลเลอร์เริ่มเข้าที่ และนี่มักเป็นช่วงที่แพทย์ประเมินผลกันจริง ๆ ส่วนโบท็อกซ์จะต่างออกไป เพราะอาการบวมจากเข็มมักหายเร็ว แต่ผลของยามักค่อย ๆ ขึ้นภายในไม่กี่วันถึงราว 2 สัปดาห์ ถ้าเห็นผลไม่เท่ากันทั้งสองข้างในวันที่ 3 จึงยังสรุปอะไรไม่ได้ค่ะ
เปรียบเทียบตามประเภทหัตถการ (ภาพรวมโดยประมาณ)
ตารางนี้สรุปรูปแบบทั่วไปไว้ให้กะคร่าว ๆ ไม่ใช่ตัวเลขรับประกัน ระยะเวลาจริงต่างกันได้มากในแต่ละคน
| ประเภทหัตถการ | อาการที่มักพบ | ช่วงที่มักเห็นชัดที่สุด | มักเบาลงเมื่อ |
|---|---|---|---|
| โบท็อกซ์ลดริ้วรอย / กราม | ตุ่มเล็ก ๆ ตรงจุดฉีด อาจมีช้ำจุดเล็ก | ชั่วโมงแรก | ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1–2 วัน |
| ฟิลเลอร์ (ปาก ใต้ตา จมูก คาง) | บวม อิ่มเกินจริง อาจช้ำ | วันที่ 1–3 | วันที่ 4–7 ส่วนเข้าที่จริงราว 2 สัปดาห์ |
| สกินบูสเตอร์ / รีจูรัน | ตุ่มนูนเล็ก ๆ ทั่วบริเวณ แดง | วันแรก | 1–3 วัน |
| เลเซอร์ที่ใช้เข็ม เช่น โพเทนซ่า | แดง บวมเล็กน้อย รอยจุดเข็ม | วันที่ 1–2 | หลายวัน ขึ้นอยู่กับความลึก |
| อัลตราซาวด์ / คลื่นวิทยุยกกระชับ | แดงหรือบวมเล็กน้อย บางคนแทบไม่มี | ไม่กี่ชั่วโมงแรก | มักภายในวันเดียวถึงไม่กี่วัน |
| โทนนิ่ง / สกินแคร์ | แดงอ่อน ๆ ชั่วคราว | ทันทีหลังทำ | ไม่กี่ชั่วโมง |
ถ้าอยากดูเรื่องฟิลเลอร์โดยเฉพาะ เราเขียนไว้ละเอียดใน ทำไมฟิลเลอร์ควรอยู่วันแรกของทริปโซล ค่ะ บทความนี้จะเน้นภาพรวมของหลาย ๆ หัตถการแทน
อาการแบบไหนถือว่าพบได้ทั่วไป แบบไหนควรติดต่อคลินิก
อาการที่มักพบได้ และค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
- บวมมากที่สุดในวันที่ 1–3 แล้วลดลงต่อเนื่อง
- ตอนเช้าบวมกว่าตอนเย็น
- ช้ำที่เปลี่ยนสีจากม่วงไปเหลืองตามวัน
- เจ็บหรือตึงเวลากด ที่ค่อย ๆ เบาลง
- ฟิลเลอร์ยังรู้สึกเป็นก้อนนิด ๆ ในสัปดาห์แรก
- แดงหลังเลเซอร์ที่จางลงทุกวัน
จุดที่ควรสังเกตคือทิศทางของอาการ ถ้าแต่ละวันดีขึ้นกว่าวันก่อน มักเป็นไปตามปกติ ถ้าแย่ลงเรื่อย ๆ หลังผ่านวันที่ 3 ไปแล้ว ควรถามคลินิกค่ะ
อาการที่ควรติดต่อคลินิกทันที อย่ารอดูเอง
- ผิวบริเวณที่ทำซีด เป็นสีเทา ม่วงคล้ำเป็นปื้น หรือเป็นลายตาข่าย โดยเฉพาะหลังฉีดฟิลเลอร์
- ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะลดลง หรือปวดไม่สัมพันธ์กับสิ่งที่ทำไป
- มีปัญหาการมองเห็น เช่น ตามัว มองไม่ชัด หลังฉีดบริเวณใบหน้า ข้อนี้ให้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน
- บวม แดง ร้อน ลามออกไปหลังผ่านวันที่ 3 มีหนอง หรือมีไข้
- มีตุ่มพองหรือแผลที่ไม่ใช่รอยจุดเข็มธรรมดา
- หายใจลำบาก หน้าหรือคอบวมทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะแพ้รุนแรงที่ต้องไปพบแพทย์ทันที
ถ้าคุณกลับถึงไทยแล้วมีอาการแบบนี้ ให้ติดต่อคลินิกที่โซลเพื่อแจ้งว่าทำอะไรไปเมื่อไร พร้อมกับไปพบแพทย์ที่ไทยด้วย อย่ารอให้คลินิกตอบกลับก่อนแล้วค่อยไป การเก็บข้อมูลไว้ว่าทำอะไรไป ใช้ผลิตภัณฑ์อะไร และฉีดตรงไหน จะช่วยให้แพทย์ที่ไทยทำงานได้เร็วขึ้นมาก รายละเอียดเรื่องนี้อยู่ใน ทำหัตถการที่โซลแล้วควรขอเอกสารอะไรกลับไทย ค่ะ
ถ่ายรูปตัวเองทุกวัน: ช่วยได้มากกว่าที่คิด
อาการบวมดูยากเพราะเราเห็นหน้าตัวเองทุกวัน วิธีง่ายที่สุดคือถ่ายรูปในแสงเดียวกัน มุมเดียวกัน เวลาเดียวกัน (เช่น ทุกเช้าหลังล้างหน้า) ตั้งแต่ก่อนทำจนถึงวันที่ 14 จะได้ใช้ดูว่าอาการดีขึ้นจริงไหม และถ้าต้องส่งให้คลินิกดู รูปชุดนี้จะช่วยได้มากกว่าการเล่าด้วยคำพูด
ที่ MIO ช่วงประเมินก่อนทำจะใช้การถ่ายภาพทางคลินิกอย่างละเอียดร่วมกับการวิเคราะห์ใบหน้าด้วย AI เพื่อวางแผนการรักษา ข้อมูลที่ช่วยการตัดสินใจของแพทย์นี้มาจากการวัด ไม่ได้มาจากการมองผ่าน ๆ ภาพก่อนทำชุดนี้จึงเป็นจุดอ้างอิงที่ดีเวลาเทียบกับหน้าหลังบวมยุบ ส่วนแพทย์ยังคงเป็นคนตัดสินใจ การวิเคราะห์ไม่ได้ทำหน้าที่วินิจฉัยแทนค่ะ
ที่ MIO: แต่ละเมนูแนะนำให้จัดไว้วันไหนของทริป
MIO ระบุไว้ในเมนูของตัวเองว่าเมนูไหนเหมาะจะจัดตอนต้นทริปหรือตอนท้ายทริป ข้อมูลนี้มีประโยชน์มากเวลาวางแผนเรื่องอาการบวม ตัวอย่างจากเมนูที่เผยแพร่ ณ เวลาที่เขียน (ราคายังไม่รวม VAT และถ้าเลือกแพทย์เจาะจงจะบวกเพิ่ม KRW 100,000 หรือราว 2,400 บาท ค่าเงินบาทในวงเล็บเป็นค่าประมาณและเปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยน)
- ฟิลเลอร์ปาก มีสองสาย คือสายนำเข้า (Juvederm, Restylane, Belotero) KRW 349,000 (ราว 8,400 บาท) และสายเกาหลี KRW 99,000 (ราว 2,400 บาท) ราคาคิดต่อจุด ไม่ใช่ต่อซีซี ใช้ยาชา และ MIO แนะนำให้จัดไว้วันแรกของทริป ซึ่งสอดคล้องกับที่อาการบวมจากฟิลเลอร์มักเห็นชัดในวันที่ 1–3 ฟิลเลอร์จมูกสายนำเข้า KRW 399,000 (ราว 9,600 บาท) ก็อยู่ในกลุ่มวันแรกเช่นกัน
- โบท็อกซ์ลดริ้วรอย เช่น 3 บริเวณ สายเกาหลีพรีเมียม KRW 39,000 (ราว 950 บาท) หรือ Xeomin/Dysport KRW 139,000 (ราว 3,300 บาท) ไม่ต้องใช้ยาชา และแนะนำให้จัดวันแรก เพราะผลต้องใช้เวลาขึ้น การทำตอนต้นทริปจึงมีเวลาให้ผลเริ่มขึ้นก่อนกลับ
- รีจูรันเจ็บน้อย 3cc KRW 350,000 (ราว 8,400 บาท) และ สกินบูสเตอร์ จูวีลุค 2cc KRW 109,000 (ราว 2,600 บาท) ใช้ยาชา MIO ระบุไว้เป็นเมนูวันท้ายทริป
- โพเทนซ่าทั่วหน้า KRW 89,000 (ราว 2,100 บาท) ใช้ยาชา และจัดเป็นเมนูวันท้ายทริปเช่นกัน
- อัลเทอร่า ไพร์ม 300 ช็อต KRW 1,090,000 (ราว 26,000 บาท) ใช้ยาชา ส่วนนี้ MIO ไม่ได้กำหนดวันในทริปไว้
ป้าย “วันแรก” กับ “วันท้าย” เป็นคำแนะนำเรื่องจังหวะของ MIO เอง ไม่ได้บอกว่าจะบวมมากหรือน้อยแค่ไหน ส่วนเรื่องว่าเมนูไหนเหมาะกับหน้าของคุณ ต้องให้แพทย์ประเมินก่อนค่ะ
แพทย์ของ MIO เป็นทีมที่มีประสบการณ์ และแต่ละคนมีงานหลักต่างกัน เช่น Dr. Shin Seungyong ทำงานหลักด้านยกกระชับ โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และปรับรูปหน้า ส่วน Dr. Lee Seungwook ทำงานหลักด้านสิว รอยแผลเป็น รูขุมขน และเลเซอร์ ถ้าคุณกังวลเรื่องอาการบวมหลังเลเซอร์ที่ใช้เข็ม ลองถามตอนปรึกษาว่าแพทย์คนไหนดูแลหัตถการนี้ และควรเผื่อกี่วันก่อนขึ้นเครื่องค่ะ
จัดทริปโซลจากไทยยังไงให้เผื่ออาการบวม
โซลอยู่ตรงไหน และ MIO อยู่ตรงไหน เที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปสนามบินอินชอนใช้เวลาราว 5–6 ชั่วโมง จากสนามบินเข้าเมืองต้องใช้อีกราว 1 ชั่วโมงขึ้นไป ขึ้นกับว่าเดินทางด้วยอะไร ย่านคังนัมอยู่ฝั่งใต้ของแม่น้ำฮัน เป็นย่านที่มีคลินิกความงามอยู่หนาแน่น MIO อยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินคังนัม ถ้าพักแถวนี้ การกลับไปนัดติดตามผลจะสะดวกขึ้นค่ะ
หลักคร่าว ๆ ที่หลายคนใช้วางแผน
- หัตถการที่บวมได้ชัด (เช่น ฟิลเลอร์) ให้อยู่ต้นทริป เพื่อให้ช่วงวันที่ 1–3 ผ่านไปตอนที่ยังอยู่โซล และยังกลับไปหาคลินิกได้ถ้ามีคำถาม
- หลีกเลี่ยงการนัดถ่ายรูป งานแต่ง หรืองานสำคัญภายในราว 1–2 สัปดาห์หลังฟิลเลอร์ เพราะผลยังไม่เข้าที่
- บนเครื่องบิน บางคนรู้สึกว่าหน้าบวมขึ้นระหว่างบินหรือหลังบินนาน ๆ ความแห้งในห้องโดยสารกับการนั่งนานอาจมีส่วน ถ้าเพิ่งทำมาไม่กี่วัน ให้ถามคลินิกว่าควรระวังอะไรบ้างก่อนขึ้นเครื่อง
- เผื่อวันว่างไว้หลังหัตถการใหญ่ ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้อง แต่การไม่อัดตารางเที่ยวตั้งแต่เช้าถึงดึก การนอนให้พอ และเลี่ยงแอลกอฮอล์ในช่วงแรก มักทำให้รู้สึกสบายกว่า ส่วนรายละเอียดว่าคุณควรงดอะไรนานแค่ไหน ให้ยึดตามที่คลินิกบอก
- ถ้าทริปสั้น MIO เปิดทุกวัน รวมถึงวันอาทิตย์ด้วย ทริป 3–4 วันที่ลงเครื่องวันเสาร์ก็ยังจัดวันทำหัตถการได้ ไม่ต้องรอวันธรรมดา
สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน หากใช้ยา อาหารเสริม หรือฮอร์โมนอยู่ ให้แจ้งแพทย์ตอนปรึกษา เพราะบางอย่างอาจเกี่ยวกับการช้ำหรือการบวม แพทย์จะประเมินให้ว่าต้องปรับอะไรไหม เราไม่แนะนำให้หยุดยาเองค่ะ
เรื่องภาษา: ถามอาการหลังทำยังไงให้เข้าใจตรงกัน
ช่วงที่กังวลเรื่องอาการบวม การสื่อสารกับคลินิกให้เข้าใจตรงกันสำคัญมาก ที่ MIO มีแพทย์ที่ตรวจเป็นภาษาอังกฤษได้สองท่าน คือ Dr. Jung Guhyun และ Dr. Shin Seungyong และมีล่ามภาษาอังกฤษ ส่วนการคุยเป็นภาษาไทยได้แค่ไหน ควรยืนยันกับคลินิกก่อนจอง ถ้าจะคุยผ่านแอปแปลภาษา ให้ใช้ประโยคสั้น ๆ ชัด ๆ เช่น “บวมมากขึ้นตั้งแต่วันที่ 3” พร้อมแนบรูปที่ถ่ายไว้ทุกวัน เรื่องนี้มีรายละเอียดเพิ่มใน ไปคลินิกที่โซลแล้วสื่อสารกันยังไง
ก่อนออกจากคลินิก ลองขอสิ่งเหล่านี้ไว้
- ช่องทางติดต่อที่ใช้ได้หลังกลับไทย
- รายการอาการที่คลินิกอยากให้แจ้งทันที
- ชื่อหัตถการและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ (เผื่อต้องไปหาแพทย์ที่ไทย)
- วันที่ควรติดตามผล ถ้าคุณยังอยู่โซล
ใครอาจไม่เหมาะกับการทำหัตถการช่วงท้ายทริปแบบกระชั้นชิด
- คนที่มีงานสำคัญทันทีหลังกลับถึงไทย และรับอาการบวมหรือช้ำไม่ได้เลย
- คนที่เคยช้ำง่ายมากหรือบวมนานกว่าคนทั่วไปจากหัตถการครั้งก่อน
- คนที่ไม่มีเวลาเหลือให้กลับไปหาคลินิกเลยก่อนบิน
ในกรณีแบบนี้ การเลือกเมนูที่มีดาวน์ไทม์น้อยกว่า หรือเลื่อนไปทำทริปหน้าที่มีวันว่างพอ อาจเป็นทางเลือกที่สบายใจกว่า ลองคุยกับแพทย์ตรง ๆ ว่าคุณมีเวลาเหลือกี่วันค่ะ
FAQ
อาการบวมหลังทำหัตถการมักมากที่สุดวันไหน?
สำหรับหลายหัตถการ อาการบวมมักมากที่สุดในช่วงวันที่ 1–3 โดยเฉพาะตอนเช้า จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงในวันที่ 4–7 แต่ระยะเวลาต่างกันไปตามหัตถการ ตำแหน่ง และร่างกายของแต่ละคน
ฟิลเลอร์ปากบวมเกินที่ตั้งใจไว้ในวันที่ 2 ต้องกังวลไหม?
ฟิลเลอร์ปากมักดูอิ่มกว่าผลจริงในช่วงแรก เพราะยังบวมอยู่ ผลมักใกล้ความจริงมากขึ้นในราววันที่ 4–7 และเข้าที่ราว 2 สัปดาห์ แต่ถ้าผิวซีด เป็นสีเทา ม่วงคล้ำเป็นปื้น หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้ติดต่อคลินิกทันที
อาการแบบไหนต้องติดต่อคลินิกทันที?
ผิวบริเวณที่ทำซีด เป็นสีเทา หรือม่วงคล้ำเป็นปื้น ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ มีปัญหาการมองเห็น บวมแดงร้อนลามออกไปหลังวันที่ 3 มีหนองหรือไข้ และหายใจลำบาก อาการเหล่านี้ไม่ควรรอดูเอง ให้ติดต่อคลินิก และไปพบแพทย์ทันทีถ้าอาการรุนแรง
ควรทำฟิลเลอร์วันไหนของทริปโซล?
MIO แนะนำให้จัดฟิลเลอร์ไว้วันแรกของทริป เพื่อให้ช่วงที่บวมมากที่สุดผ่านไปตอนที่ยังอยู่โซล ส่วนรีจูรันเจ็บน้อยและโพเทนซ่า MIO ระบุไว้เป็นเมนูวันท้ายทริป ส่วนเมนูไหนเหมาะกับคุณ แพทย์จะประเมินให้ตอนปรึกษา
โบท็อกซ์บวมนานไหม?
ตุ่มเล็ก ๆ ตรงจุดฉีดโบท็อกซ์มักยุบภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1–2 วัน แต่ผลของยาจะค่อย ๆ ขึ้นภายในไม่กี่วันถึงราว 2 สัปดาห์ จึงยังตัดสินผลจากวันที่ 2–3 ไม่ได้
กลับไทยแล้วยังบวมอยู่ต้องทำยังไง?
ถ้าอาการดีขึ้นทุกวัน มักเป็นไปตามปกติ ให้ถ่ายรูปในแสงและมุมเดียวกันทุกวันไว้เทียบ ถ้าอาการแย่ลงหรือมีสัญญาณผิดปกติ ให้ส่งรูปและรายละเอียดหัตถการให้คลินิกที่โซล และไปพบแพทย์ที่ไทยด้วย ไม่ต้องรอคลินิกตอบกลับก่อน
จองที่ MIO Clinic ย่านกังนัม โซล
Seoul Skin Notes คือบล็อกอย่างเป็นทางการของ MIO Clinic คลินิกความงามย่านกังนัม กรุงโซล หากคุณกำลังวางแผนทำทรีตเมนต์ที่โซล ทีมงาน MIO Clinic พร้อมให้คำปรึกษาและรับจองผ่าน LINE บอกเราว่าคุณสนใจทรีตเมนต์แบบไหน แล้วเราจะแนะนำตัวเลือกที่เหมาะกับคุณ
MIO Clinic
2-3F, FINE TOWER, 372 Gangnam-daero, Gangnam-gu, Seoul
สถานีกังนัม (Gangnam) ทางออก 4 เดิน 3 นาที
เวลาทำการ: จันทร์ & ศุกร์ 10:00–21:00 / อังคาร–พฤหัส & เสาร์ 10:00–19:00 / อาทิตย์ 10:00–19:00
เว็บไซต์:mioclinic.kr/th · Instagram:@mioclinic_th · อีเมล:th-official@mioclinic.kr · Google Maps
