ถ้าคุณบินมาทำหัตถการที่โซล ก่อนขึ้นเครื่องกลับไทยให้ขอ บันทึกการรักษาเป็นลายลักษณ์อักษร ไว้ค่ะ ในบันทึกควรมีชื่อผลิตภัณฑ์หรือชื่อเครื่อง ปริมาณที่ใช้พร้อมหน่วย (cc, ยูนิต, ช็อต, kJ) จุดที่ทำ วันที่ และชื่อแพทย์ ควรขอ ใบเสร็จที่แยกรายการ และคำแนะนำการดูแลหลังทำมาด้วย ส่วน รูปก่อนทำ ที่คลินิกถ่ายเป็นข้อมูลทางคลินิก เอาไว้เทียบผลและใช้ประเมินตอนติดตามผล คุณถามได้ว่าขอสำเนาได้ไหม และรูปจะถูกใช้เพื่ออะไรบ้าง เอกสารชุดนี้จะช่วยมากถ้าวันหลังต้องติดตามผล ทำซ้ำ หรือต้องให้คลินิกที่ไทยดูแลต่อ โดยเฉพาะกรณีฟิลเลอร์ที่อาจต้องสลายออก
บทความนี้อธิบายว่าเอกสารแต่ละอย่างคืออะไร ทำไมคลินิกต้องถ่ายรูป การยินยอมมักทำกันอย่างไร และเรื่องไหนควรถามตั้งแต่ตอนปรึกษา จะได้ไม่ต้องตามขอทีหลังตอนกลับถึงไทยแล้วค่ะ
บันทึกการรักษาคืออะไร และควรมีข้อมูลอะไรบ้าง?

บันทึกการรักษาคือเอกสารที่บอกว่าวันนั้นทำอะไรกับใบหน้าหรือร่างกายของคุณ ใช้อะไร และใช้ปริมาณเท่าไรค่ะ ฉบับที่ใช้งานได้จริงควรมีข้อมูลเหล่านี้
- ชื่อหัตถการและชื่อผลิตภัณฑ์หรือเครื่อง เช่น ถ้าเป็นฟิลเลอร์ ต้องระบุว่าเป็นสายนำเข้า (Juvederm, Restylane, Belotero) หรือฟิลเลอร์เกาหลี ถ้าเป็นโบท็อกซ์ ต้องระบุยี่ห้อ
- ปริมาณพร้อมหน่วย เช่น ฟิลเลอร์หรือสกินบูสเตอร์ใช้ cc โบท็อกซ์ใช้ยูนิต (u) อัลเทอร่ากับเทอร์มาจใช้จำนวนช็อต อนด้าใช้ kJ
- จุดที่ทำ เช่น จมูก คาง ร่องแก้ม รอบดวงตา หรือทั้งหน้า
- วันที่ทำ และ ชื่อแพทย์ผู้ทำ
- คำแนะนำหลังทำ เช่น ควรเลี่ยงอะไรกี่วัน และอาการแบบไหนที่ต้องติดต่อกลับ
ถ้าบันทึกเขียนแค่ “ฟิลเลอร์ 1 จุด” หรือ “ยกกระชับ” ข้อมูลยังน้อยเกินไปค่ะ แพทย์คนถัดไปจะไม่รู้ว่าเนื้อฟิลเลอร์เป็นแบบไหน หรือหน้าคุณรับพลังงานไปเท่าไร
ทำไมต้องระบุหน่วยและสายผลิตภัณฑ์ให้ชัด: ตัวอย่างจากเมนูของ MIO
หัตถการแต่ละชนิดคิดราคาและบันทึกด้วยหน่วยต่างกัน บันทึกจึงต้องระบุหน่วยให้ตรงกับที่ทำจริง ตัวอย่างจากเมนูที่ MIO Clinic ประกาศไว้ ณ เวลาที่เขียน (ทุกราคา ไม่รวม VAT และเงินบาทเป็นตัวเลขประมาณที่เปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยน) มีดังนี้ค่ะ
- ฟิลเลอร์จมูก: MIO คิดราคาฟิลเลอร์ ต่อจุด ไม่ได้คิดต่อ cc และแต่ละจุดมีสองสาย คือสายนำเข้า (Juvederm, Restylane, Belotero) KRW 399,000 (ประมาณ 9,600 บาท) กับสายเกาหลี KRW 159,000 (ประมาณ 3,800 บาท) จุดเดียวกันจึงต่างกันกว่า 2 เท่า บันทึกต้องบอกให้ได้ว่าคุณได้สายไหน ส่วนปริมาณที่ใช้จริงแพทย์จะตัดสินตอนประเมินหน้า ไม่มีตัวเลขตายตัว
- อัลเทอร่า ไพร์ม 300 ช็อต: KRW 1,090,000 (ประมาณ 26,200 บาท) ถ้าบันทึกระบุจำนวนช็อตและบริเวณที่ยิงไว้ รอบถัดไปจะวางแผนได้ว่าควรเพิ่มหรือลดตรงไหน
- เทอร์มาจ 300 ช็อต: KRW 1,190,000 (ประมาณ 28,600 บาท) ใช้หน่วยช็อตเหมือนกัน แต่เป็นคลื่นวิทยุ (RF) คนละกลไกกับอัลเทอร่าที่เป็นอัลตราซาวด์ ช็อตของสองเครื่องนี้จึงเอามาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
- รีจูรัน HB ริมฝีปาก 1cc: KRW 175,000 (ประมาณ 4,200 บาท) หน่วยเป็น cc
- ถ้าขอเลือกแพทย์เอง จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม KRW 100,000 (ประมาณ 2,400 บาท)
ถ้าอยากเข้าใจว่าแต่ละหน่วยหมายถึงอะไร อ่านต่อได้ที่บทความเรื่อง “ช็อต” ในเมนูยกกระชับหมายถึงอะไร และ ส่วนต่างราคาฟิลเลอร์นำเข้า vs เกาหลีในแต่ละจุด ค่ะ
ทำไมคลินิกต้องถ่ายรูปก่อนทำ?
คลินิกถ่ายรูปก่อนทำเพื่อเก็บสภาพเริ่มต้นไว้เทียบในภายหลังค่ะ คนเรามักจำหน้าตัวเองก่อนทำได้ไม่แม่นนัก พอผ่านไปสองสามสัปดาห์ก็ยากจะบอกว่าดีขึ้นหรือไม่ รูปที่ถ่ายด้วยมุม แสง และระยะเดิมจึงเป็นหลักฐานที่แพทย์กับคุณดูร่วมกันได้
รูปก่อนทำยังใช้ในการวางแผนด้วย ที่ MIO Clinic มีการถ่ายภาพทางคลินิกอย่างละเอียดและใช้ การวิเคราะห์ใบหน้าด้วย AI ประกอบการประเมินโครงหน้าและสภาพผิว แผนการรักษาจึงมาจากข้อมูลที่วัดได้ ไม่ได้มาจากการมองผ่าน ๆ เพียงอย่างเดียว การวิเคราะห์นี้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของแพทย์ ไม่ได้ใช้วินิจฉัยแทนแพทย์ ส่วนการสแกนวิเคราะห์ผิว ทางคลินิกระบุว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
สิ่งที่ต้องรู้ไว้คือ รูปก่อน-หลังเทียบกันได้จริงต่อเมื่อแสง มุม และสีหน้าใกล้เคียงกัน ถ้าคุณถ่ายเองด้วยมือถือคนละห้องคนละเวลา หน้าอาจดูต่างไปทั้งที่ผลจริงไม่ได้ต่างขนาดนั้น
ขอสำเนารูปและบันทึกได้ไหม? ภาษาและรูปแบบของเอกสาร
ที่เกาหลี ผู้ป่วยมีสิทธิ์ขอสำเนาเวชระเบียนของตัวเองตามกฎหมายการแพทย์ แต่ละคลินิกอาจมีขั้นตอนต่างกัน บางแห่งให้กรอกแบบฟอร์ม บางแห่งมีค่าถ่ายสำเนาเล็กน้อย และบางเอกสารต้องใช้เวลาเตรียม จึงควร ขอตั้งแต่ก่อนออกจากคลินิกในวันที่ทำ อย่าไปขอในเช้าวันบิน
เรื่องที่ควรถามตรง ๆ มีดังนี้ค่ะ
- ภาษา: เวชระเบียนที่เกาหลีส่วนใหญ่เขียนเป็นภาษาเกาหลี ถ้าคุณจะเอาไปให้แพทย์ที่ไทยดู ให้ถามว่าขอชื่อผลิตภัณฑ์ ปริมาณ และจุดที่ทำเป็นภาษาอังกฤษได้ไหม ชื่อยี่ห้อฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษอ่านกันได้ทั่วโลก
- รูปแบบ: จะได้เป็นกระดาษ ไฟล์ PDF หรือรูปถ่ายเอกสาร แบบไหนก็ได้ ขอให้อ่านออกและเก็บได้ก็พอ
- รูปก่อน-หลัง: ขอดูหรือขอสำเนาได้ไหม ถ้าคลินิกให้ไม่ได้ ให้ขออนุญาตถ่ายหน้าจอที่แสดงรูปเก็บไว้เอง
ที่ MIO ทางคลินิกระบุว่ามี ล่ามภาษาอังกฤษ และมีแพทย์สองท่านที่ตรวจเป็นภาษาอังกฤษได้ คือ คุณหมอจองกูฮยอน (ผู้อำนวยการแพทย์ งานหลักคือโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ยกกระชับ สกินบูสเตอร์ และเลเซอร์) กับ คุณหมอชินซึงยง (งานหลักคือยกกระชับ โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ปรับรูปหน้า และแอนตี้เอจจิ้ง) แพทย์ของ MIO ทุกท่านทำงานด้านนี้มานานและแต่ละท่านมีงานหลักของตัวเอง ระหว่างปรึกษาคุณขอให้แพทย์อธิบายสิ่งที่จะเขียนลงบันทึกเป็นภาษาอังกฤษได้ ส่วนใครจะเป็นคนทำให้คุณ จะกำหนดตอนจองค่ะ
การยินยอม (consent) มักทำกันอย่างไร?
ก่อนทำหัตถการทางการแพทย์ คลินิกที่มีใบอนุญาตจะให้เซ็น ใบยินยอมการรักษา ซึ่งอธิบายว่าจะทำอะไร มีความเสี่ยงและผลข้างเคียงอะไรบ้าง และต้องดูแลตัวเองอย่างไรหลังทำ เรื่องนี้เป็นขั้นตอนปกติแทบทุกแห่ง ไม่ได้มีเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง
การยินยอมเรื่องรูปมักแยกเป็นสองแบบ ควรแยกให้ออกค่ะ
- ยินยอมให้ถ่ายรูปเพื่อใช้ทางคลินิก คือเก็บไว้ในเวชระเบียนเพื่อเทียบผลและประเมินความปลอดภัย ข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา
- ยินยอมให้นำรูปไปใช้เพื่อการตลาด เช่น ลงเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย ข้อนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธได้ และการปฏิเสธไม่ควรกระทบการรักษา
ถ้าแบบฟอร์มเป็นภาษาเกาหลีล้วน ให้ขอให้ล่ามหรือพนักงานอธิบายทีละหัวข้อก่อนเซ็น โดยเฉพาะข้อเรื่องรูป อย่าเซ็นทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าเซ็นยินยอมเรื่องอะไรไป
สำหรับผู้อ่านที่ชื่อในพาสปอร์ตไม่ตรงกับชื่อที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงผู้อ่านทรานส์และ LGBTQ+ ควรถามว่าเวชระเบียนจะลงชื่อแบบไหน ในทางปฏิบัติ ชื่อตามพาสปอร์ตจะช่วยให้คลินิกหรือโรงพยาบาลที่ไทยจับคู่เอกสารกับตัวคุณได้ง่ายกว่า ส่วนชื่อที่อยากให้เรียกระหว่างรับบริการ แจ้งพนักงานแยกต่างหากได้ค่ะ
ทำไมบันทึกถึงสำคัญเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะฟิลเลอร์?
บันทึกการรักษาสำคัญที่สุดตอนที่มีเรื่องต้องแก้ค่ะ ถ้าหลังฉีดฟิลเลอร์เกิดก้อน บวมผิดปกติ หรือต้องสลายออก แพทย์ต้องรู้ว่าเป็นฟิลเลอร์ชนิดไหน เพราะเอนไซม์สลายฟิลเลอร์ (hyaluronidase) ใช้ได้กับฟิลเลอร์กลุ่มกรดไฮยาลูโรนิกเท่านั้น ถ้าไม่มีบันทึก แพทย์ต้องประเมินจากอาการอย่างเดียว
เมนูของ MIO ก็แยกราคาไว้ชัดเจนตามเรื่องนี้ คือ สลายฟิลเลอร์ KRW 50,000 (ประมาณ 1,200 บาท) และ สลายฟิลเลอร์ที่ฉีดจากคลินิกอื่น KRW 100,000 (ประมาณ 2,400 บาท) ไม่รวม VAT ทั้งสองรายการ ส่วนต่างนี้สะท้อนว่าการดูแลฟิลเลอร์ที่ไม่รู้ประวัติต้องประเมินมากกว่า ถ้าคุณถือบันทึกไปด้วย แพทย์จะประเมินได้เร็วและตรงกว่า รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ใน บทความเรื่องการสลายฟิลเลอร์ ค่ะ
อาการที่ไม่ควรรอดูเองแม้จะกลับไทยแล้ว เช่น ผิวบริเวณที่ฉีดซีดหรือเป็นสีม่วงคล้ำ ปวดมากผิดปกติ หรือมีปัญหาการมองเห็นหลังฉีดฟิลเลอร์ อาการเหล่านี้ต้องพบแพทย์ทันที และควรยื่นบันทึกการรักษาให้แพทย์ดูด้วย อาการแบบนี้พบไม่บ่อย แต่ข้อมูลที่ถูกต้องช่วยให้รักษาได้เร็วขึ้น
บันทึกและรูปไม่ได้รับประกันผลลัพธ์นะคะ ผลของแต่ละคนต่างกัน และเอกสารไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป เอกสารแค่ทำให้การดูแลต่อจากนี้อยู่บนข้อมูลจริงเท่านั้น
ควรเก็บอะไรไว้บ้าง สำหรับนัดติดตามผลหรือคลินิกที่ไทย?
เก็บไว้ในโฟลเดอร์เดียวในมือถือ จะได้หยิบใช้ได้ทันทีค่ะ
- บันทึกการรักษา ที่มีชื่อผลิตภัณฑ์หรือเครื่อง สาย (นำเข้า/เกาหลี) ปริมาณพร้อมหน่วย จุดที่ทำ วันที่ และชื่อแพทย์
- ใบเสร็จที่แยกรายการ ใบเสร็จช่วยยืนยันว่าคุณซื้อรายการไหนในเมนู เช่น “ฟิลเลอร์จมูก (Juvederm, Restylane, Belotero)” กับ “ฟิลเลอร์จมูก (เกาหลี)” เป็นคนละบรรทัดกัน
- สติกเกอร์หรือรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ถ้าคลินิกให้มา บางผลิตภัณฑ์มีฉลากระบุล็อตการผลิต ให้ถามว่าขอได้ไหม
- คำแนะนำหลังทำ เป็นลายลักษณ์อักษร
- รูปของคุณเอง: ถ่ายรูปก่อนทำด้วยมือถือตัวเอง ใช้แสงเดียวกัน หน้าตรงและด้านข้าง ไม่แต่งหน้า แล้วถ่ายซ้ำด้วยแสงและมุมเดิมหลังทำได้สองสามสัปดาห์ รูปชุดนี้เป็นของคุณ ไม่ต้องขอใคร
- ช่องทางติดต่อคลินิก ที่ใช้ส่งรูปและถามอาการได้หลังกลับไทย
ถ้าจะทำซ้ำในทริปหน้า ยื่นบันทึกชุดนี้ตอนปรึกษาได้เลย แพทย์จะเห็นว่ารอบก่อนใช้อะไรไปเท่าไร และวางแผนต่อได้แทนที่จะเริ่มประเมินใหม่ทั้งหมด
วางแผนวันขอเอกสารให้เข้ากับทริปอย่างไร?
MIO Clinic อยู่ย่านกังนัม ฝั่งใต้ของแม่น้ำฮัน ห่างจากสถานีกังนัมประมาณ 3 นาที จากสนามบินอินชอนใช้เวลานั่งรถไฟหรือรถบัสสนามบินประมาณหนึ่งชั่วโมงขึ้นไปตามสภาพการจราจร ถ้าเผื่อเวลาเดินทางพอ ก็กลับไปที่คลินิกได้อีกรอบก่อนบิน
ในเมนูของ MIO มีข้อมูลด้วยว่าหัตถการไหนควรทำช่วงไหนของทริป เช่น ฟิลเลอร์ทุกจุดแนะนำให้ทำวันแรก ๆ ของทริป หัตถการกลุ่มนี้จึงมีเวลาเหลือดูอาการบวมช่วงแรก และขอเอกสารหรือกลับไปให้แพทย์ดูก่อนกลับได้ ส่วนสกินบูสเตอร์ฉีดหลายรายการ เช่น สกินบูสเตอร์จูวีลุค แนะนำให้ทำวันท้าย ๆ ของทริป ถ้าทำวันท้าย ให้ขอเอกสารทันทีหลังทำในวันนั้นเลย
MIO เปิดวันอาทิตย์ด้วย ถ้ามาเที่ยวสั้น ๆ ช่วงสุดสัปดาห์ ก็ยังมีวันให้กลับไปที่คลินิกได้ค่ะ
โดยทั่วไป ผลโบท็อกซ์จะเห็นชัดหลังผ่านไปราว 1–2 สัปดาห์ และอาการบวมจากฟิลเลอร์มักยุบภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่แต่ละคนไม่เท่ากัน ช่วงนั้นคุณน่าจะอยู่ที่ไทยแล้ว รูปที่ถ่ายเองด้วยแสงและมุมเดิมจะเป็นข้อมูลที่ส่งให้คลินิกดูได้
FAQ
คลินิกที่เกาหลีให้สำเนาเวชระเบียนกับชาวต่างชาติได้ไหม?
ได้ค่ะ ผู้ป่วยมีสิทธิ์ขอสำเนาเวชระเบียนของตัวเองตามกฎหมายการแพทย์ของเกาหลี แต่ขั้นตอนและค่าถ่ายสำเนาแต่ละแห่งต่างกัน ควรขอตั้งแต่วันที่ทำ
บันทึกการรักษาจะเป็นภาษาอังกฤษไหม?
ส่วนใหญ่เวชระเบียนเขียนเป็นภาษาเกาหลี ให้ขอชื่อผลิตภัณฑ์ ปริมาณ และจุดที่ทำเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อยี่ห้อฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ แพทย์ที่ไทยอ่านได้
ปฏิเสธไม่ให้คลินิกนำรูปไปใช้โฆษณาได้ไหม?
ได้ค่ะ การยินยอมให้ถ่ายรูปเพื่อใช้ทางคลินิกกับการยินยอมให้นำรูปไปใช้ทางการตลาดเป็นคนละเรื่องกัน คุณปฏิเสธเรื่องการตลาดได้ ก่อนเซ็นควรขอให้อธิบายข้อนี้ให้ชัด
ถ้าไม่มีบันทึกว่าฉีดฟิลเลอร์อะไรไป จะสลายออกได้ไหม?
ยังสลายได้ในหลายกรณี แต่แพทย์ต้องประเมินจากอาการเป็นหลัก ที่ MIO ค่าสลายฟิลเลอร์ที่ฉีดจากคลินิกอื่นอยู่ที่ KRW 100,000 ส่วนฟิลเลอร์ที่ฉีดที่คลินิกเองอยู่ที่ KRW 50,000 ไม่รวม VAT
ควรถ่ายรูปก่อนทำเองด้วยไหม?
ควรค่ะ ถ่ายด้วยมือถือตัวเอง แสงเดียวกัน หน้าตรงและด้านข้าง ไม่แต่งหน้า แล้วถ่ายซ้ำด้วยแสงและมุมเดิมหลังทำได้สองสามสัปดาห์ จะเทียบผลได้แม่นกว่าการดูด้วยตา
จองที่ MIO Clinic ย่านกังนัม โซล
Seoul Skin Notes คือบล็อกอย่างเป็นทางการของ MIO Clinic คลินิกความงามย่านกังนัม กรุงโซล หากคุณกำลังวางแผนทำทรีตเมนต์ที่โซล ทีมงาน MIO Clinic พร้อมให้คำปรึกษาและรับจองผ่าน LINE บอกเราว่าคุณสนใจทรีตเมนต์แบบไหน แล้วเราจะแนะนำตัวเลือกที่เหมาะกับคุณ
MIO Clinic
2-3F, FINE TOWER, 372 Gangnam-daero, Gangnam-gu, Seoul
สถานีกังนัม (Gangnam) ทางออก 4 เดิน 3 นาที
เวลาทำการ: จันทร์ & ศุกร์ 10:00–21:00 / อังคาร–พฤหัส & เสาร์ 10:00–19:00 / อาทิตย์ 10:00–19:00
เว็บไซต์:mioclinic.kr/th · Instagram:@mioclinic_th · อีเมล:th-official@mioclinic.kr · Google Maps
