ฟิลเลอร์กับสกินบูสเตอร์เป็นการฉีดทั้งคู่ และหลายตัวใช้สารกลุ่มเดียวกันคือไฮยาลูรอนิก แต่ทั้งสองอย่างแก้คนละปัญหาค่ะ ฟิลเลอร์ใช้เติมปริมาตรและปรับรูปทรงในจุดที่เลือก เช่น จมูก คาง ปาก ร่องแก้ม ส่วนสกินบูสเตอร์ใช้ปรับคุณภาพเนื้อผิว เช่น ความชุ่มชื้น ความแน่น ผิวบางหรือผิวดูเหนื่อย โดยกระจายฉีดเป็นจุดเล็กๆ ทั่วบริเวณ ไม่ได้ทำให้หน้าเปลี่ยนรูปทรง เพราะเป้าหมายต่างกัน ทั้งสองจึงฉีดคนละชั้นผิว คิดราคาคนละหน่วย (ฟิลเลอร์ที่ MIO คิด “ต่อจุด” ส่วนสกินบูสเตอร์คิด “ต่อ cc”) และควรนัดคนละวันของทริปโซลด้วย บทความนี้จะอธิบายความต่างทีละเรื่อง พร้อมคำถามที่ควรได้คำตอบตอนปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
ฟิลเลอร์กับสกินบูสเตอร์ แก้ปัญหาต่างกันยังไง?

ฟิลเลอร์ใช้กับปัญหา “รูปทรงและปริมาตร” ส่วนสกินบูสเตอร์ใช้กับปัญหา “เนื้อผิว” ค่ะ
วิธีแยกง่ายๆ คือถามตัวเองว่ากำลังมองที่อะไร
- ถ้ามองที่รูปทรง เช่น สันจมูกเตี้ย คางสั้น ปากบาง ร่องแก้มลึก ขมับตอบ ใต้ตาเป็นร่อง ปัญหาแบบนี้คือปริมาตรหายหรือโครงไม่ได้สัดส่วน เป็นงานของฟิลเลอร์
- ถ้ามองที่ผิว เช่น ผิวแห้งแม้ทาครีม ผิวบาง ริ้วรอยเล็กๆ รูขุมขนกว้าง ผิวหมองไม่มีน้ำมีนวล ปัญหาแบบนี้อยู่ที่คุณภาพผิว เป็นงานของสกินบูสเตอร์
สกินบูสเตอร์ไม่ได้ทำให้ร่องลึกตื้นขึ้นแบบฟิลเลอร์ และฟิลเลอร์ก็ไม่ได้ทำให้เนื้อผิวทั้งหน้าดีขึ้น ถ้าเลือกผิดประเภทจะเสียเงินโดยไม่ได้ผลที่ต้องการ หลายคนมีทั้งสองปัญหาพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ควรรู้ว่าแต่ละปัญหาต้องแก้ด้วยวิธีไหน
ฉีดลึกแค่ไหน และทำไมความลึกถึงสำคัญ?
ฟิลเลอร์มักฉีดลึกกว่าและรวมเป็นก้อนในจุดที่ต้องการ ส่วนสกินบูสเตอร์ฉีดตื้นกว่าและกระจายเป็นจุดเล็กๆ ทั่วบริเวณค่ะ
- ฟิลเลอร์ เป็นเจลที่หนืดพอจะคงรูป แพทย์จะวางในชั้นลึก เช่น ใกล้กระดูกที่คางหรือจมูก หรือในชั้นไขมันที่แก้มและร่องแก้ม ปริมาณต่อจุดจึงชัดและเห็นการเปลี่ยนรูปทรงค่อนข้างเร็ว
- สกินบูสเตอร์ ส่วนใหญ่เหลวกว่าและฉีดเป็นจุดเล็กๆ หลายจุดในชั้นผิว เพื่อให้กระจายทั่วหน้า ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดรูปทรงใหม่
เพราะฉีดคนละชั้น ความเสี่ยงหลักจึงต่างกันด้วย ฟิลเลอร์ฉีดใกล้เส้นเลือดใหญ่ในบางจุด ความเสี่ยงที่พบน้อยแต่รุนแรงคือสารไปอุดหรือกดเส้นเลือด แพทย์จึงต้องรู้กายวิภาคของแต่ละจุดเป็นอย่างดี ส่วนสกินบูสเตอร์ปัญหาที่เจอบ่อยกว่าคือรอยเข็ม ตุ่มนูนเล็กๆ และรอยช้ำ
ที่ MIO ใช้ทั้งการถ่ายภาพทางคลินิกแบบละเอียดและการวิเคราะห์ใบหน้าด้วย AI ประกอบการวางแผน เพื่อให้ข้อเสนอมาจากข้อมูลที่วัดได้จริง ไม่ได้มาจากการดูผ่านๆ แต่การวิเคราะห์เป็นแค่ข้อมูลประกอบ คนตัดสินใจคือแพทย์ และคลินิกระบุว่าการสแกนวิเคราะห์ผิวไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ราคาคิดยังไง ทำไมเอามาเทียบตรงๆ ไม่ได้?
ฟิลเลอร์ที่ MIO คิดราคา “ต่อจุด” ส่วนสกินบูสเตอร์คิดราคา “ต่อ cc” ตัวเลขสองฝั่งเลยเอามาเทียบกันตรงๆ ไม่ได้ค่ะ
ราคาด้านล่างเป็นราคาตามเมนูที่ MIO เผยแพร่ ณ เวลาที่เขียน ยังไม่รวม VAT ถ้าต้องการระบุแพทย์ต้องจ่ายเพิ่ม KRW 100,000 ส่วนเงินบาทเป็นค่าประมาณที่อัตรา 1,000 วอน ≈ 24 บาท ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ราคาจริงขึ้นอยู่กับการประเมินเฉพาะบุคคล จึงบอกล่วงหน้าแบบตายตัวไม่ได้
ฟิลเลอร์ (ต่อจุด, ทุกจุดใช้ยาชา) แต่ละจุดมีสองสาย คือสายนำเข้า (Juvederm, Restylane, Belotero) กับสายเกาหลี
| จุด | สายนำเข้า | สายเกาหลี |
|---|---|---|
| จมูก | KRW 399,000 (≈ 9,600 บาท) | KRW 159,000 (≈ 3,800 บาท) |
| ปาก | KRW 349,000 (≈ 8,400 บาท) | KRW 99,000 (≈ 2,400 บาท) |
| คาง | KRW 299,000 (≈ 7,200 บาท) | KRW 99,000 (≈ 2,400 บาท) |
| ร่องแก้ม/แก้มหน้า/แก้มข้าง | KRW 349,000 (≈ 8,400 บาท) | KRW 99,000 (≈ 2,400 บาท) |
| หน้าผาก/ระหว่างคิ้ว/ขมับ | KRW 349,000 (≈ 8,400 บาท) | KRW 129,000 (≈ 3,100 บาท) |
สกินบูสเตอร์ (ต่อ cc หรือต่อขวด) ตัวอย่างจากเมนู
- สกินบูสเตอร์ จูวีลุค 2cc KRW 109,000 (≈ 2,600 บาท) / 4cc KRW 199,000 (≈ 4,800 บาท)
- รีจูรัน ฮิลเลอร์ 2cc KRW 189,000 (≈ 4,500 บาท) / 4cc KRW 349,000 (≈ 8,400 บาท)
- รีจูรัน ตา 1cc KRW 99,000 (≈ 2,400 บาท)
- ฉีดมุลกวัง 2.5cc KRW 59,000 (≈ 1,400 บาท)
ตัวอย่างเช่น “ฟิลเลอร์ปาก 349,000” กับ “รีจูรัน ฮิลเลอร์ 4cc 349,000” ตัวเลขเท่ากันพอดี แต่ซื้อของคนละอย่าง อันแรกคือการเติมรูปทรงที่ปากหนึ่งจุด ส่วนอันหลังคือการบำรุงเนื้อผิวในปริมาณ 4cc ซึ่งปกติต้องทำเป็นคอร์สหลายครั้ง อ่านเรื่องฟิลเลอร์ที่คิดราคาต่อจุดเพิ่มเติมได้ที่ ทำไมฟิลเลอร์ที่โซลถึงคิดราคา “ต่อจุด” ไม่ใช่ “ต่อซีซี”
สกินบูสเตอร์บางตัวมีตัวเลือกวิธีฉีดที่คิดเงินแยก เช่น ตัวเลือกหัวทิป “Pumping” เครื่อง (CP-25) KRW 90,000 และตัวเลือก Derma Shine KRW 29,000 ควรถามตอนรับใบเสนอราคาว่ารวมรายการเหล่านี้หรือยัง
จูเวลุค วอลลุ่มอยู่ตรงไหน ระหว่างฟิลเลอร์กับสกินบูสเตอร์?
จูเวลุค วอลลุ่มอยู่ตรงกลางค่ะ คือมุ่งเรื่องปริมาตร แต่ขายเป็น cc ไม่ใช่ต่อจุด
ที่ MIO แยกไว้สองเมนู คือ “สกินบูสเตอร์ จูวีลุค” (2cc/4cc) ที่เน้นเนื้อผิว และ “จูเวลุค วอลลุ่ม” 2cc KRW 249,000 (≈ 6,000 บาท) / 4cc KRW 349,000 (≈ 8,400 บาท) ที่เน้นเติมปริมาตรแบบค่อยเป็นค่อยไป ชื่อคล้ายกันมาก ตอนดูใบเสนอราคาควรเช็กให้แน่ใจว่าเป็นตัวไหน คนที่อยากให้แก้มหรือขมับดูอิ่มขึ้นแบบนุ่มนวลและไม่รีบเห็นผล อาจได้รับข้อเสนอแบบนี้ แต่จะเหมาะหรือไม่ แพทย์ต้องประเมินจากใบหน้าจริงก่อน
ทำไมฟิลเลอร์ควรทำวันแรกของทริป แต่สกินบูสเตอร์ควรทำวันสุดท้าย?
ตามคำแนะนำของ MIO เอง ฟิลเลอร์ทุกจุดในเมนูถูกจัดเป็น first_day (ทำต้นทริป) ส่วนสกินบูสเตอร์ส่วนใหญ่ เช่น รีจูรัน ฮิลเลอร์ สกินบูสเตอร์ จูวีลุค และฉีดมุลกวัง ถูกจัดเป็น last_day (ทำท้ายทริป) ค่ะ
เหตุผลโดยทั่วไปมีดังนี้
- ฟิลเลอร์เปลี่ยนรูปทรง ช่วงแรกอาจบวมหรือดูไม่สมมาตร การทำต้นทริปทำให้มีเวลาดูว่าเข้าที่หรือยัง และนัดติดตามผลกับแพทย์ได้ก่อนบินกลับไทย ดูรายละเอียดได้ที่ ทำไมฟิลเลอร์ควรอยู่วันแรกของทริปโซล
- สกินบูสเตอร์มักทิ้งรอยเข็มหรือตุ่มเล็กๆ ไว้ประมาณ 1-3 วัน ซึ่งเป็นปกติ ถ้าทำวันสุดท้ายจะไม่ติดรอยไปตลอดช่วงเที่ยวและถ่ายรูป
ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ จูเวลุค วอลลุ่ม และรีจูรัน HB ริมฝีปาก 1cc (KRW 175,000 ≈ 4,200 บาท) ถูกจัดเป็น “any” คือทำวันไหนของทริปก็ได้
ถ้าอยากทำทั้งสองอย่างในทริปเดียว การจัดลำดับแบบนี้ช่วยได้มาก MIO เปิดวันอาทิตย์ด้วย ส่วนวันจันทร์และวันศุกร์เปิดถึงสามทุ่ม จึงวางคิวได้ง่ายสำหรับทริปสั้นหรือคนที่ลางานได้แค่ช่วงสุดสัปดาห์ คลินิกตั้งอยู่ย่านคังนัม ฝั่งใต้แม่น้ำฮัน เดินจากทางออก 4 ของสถานีคังนัมประมาณ 3 นาที ถ้ามาจากสนามบินอินชอนใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงขึ้นไป ขึ้นกับการจราจรและเส้นทาง
ความรู้สึก ดาวน์ไทม์ และผลอยู่ได้นานแค่ไหน?
ทั้งสองอย่างใช้ยาชาเกือบทุกเมนูที่ MIO แต่ลักษณะดาวน์ไทม์และระยะเวลาที่เห็นผลต่างกันค่ะ
ฟิลเลอร์
- ความรู้สึก: ตึงหรือหน่วงระหว่างฉีด ส่วนใหญ่ทนได้เพราะใช้ยาชา
- ดาวน์ไทม์: บวมและช้ำได้หลายวัน จุดที่บวมง่ายคือปากและใต้ตา
- ระยะผล: เห็นรูปทรงเร็ว ฟิลเลอร์กลุ่มไฮยาลูรอนิกมักอยู่ได้ตั้งแต่หลายเดือนจนถึงราวหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น ขึ้นกับจุด ชนิดสาร และร่างกายแต่ละคน
- ความเสี่ยง: ช้ำ บวม ก้อนนูน รูปทรงไม่สมดุล และที่พบน้อยแต่ต้องรู้คือเส้นเลือดถูกอุด ถ้าปวดมากผิดปกติหรือผิวเปลี่ยนสีหลังฉีด ต้องแจ้งคลินิกทันที
- ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกสลายได้ด้วยเอนไซม์ ที่ MIO ถ้าเป็นฟิลเลอร์ที่ฉีดที่ MIO คิด KRW 50,000 ถ้าฉีดจากคลินิกอื่นคิด KRW 100,000 อ่านต่อได้ที่ ฟิลเลอร์ต้องสลายออก ทำยังไง ราคาเท่าไร
สกินบูสเตอร์
- ความรู้สึก: เข็มหลายจุด บางตัวแสบกว่าตัวอื่น
- ดาวน์ไทม์: รอยเข็ม ตุ่มนูนเล็กๆ และแดงประมาณ 1-3 วัน อาจมีจุดช้ำ
- ระยะผล: ค่อยๆ เห็นผล ไม่ใช่ทำเสร็จแล้วเห็นทันที ส่วนใหญ่ต้องทำหลายครั้งห่างกันตามที่แพทย์แนะนำ และต้องทำต่อเนื่องเพื่อคงผล
- ข้อจำกัด: ไม่ได้ช่วยเรื่องร่องลึกหรือรูปทรงหน้า และผลต่างกันไปในแต่ละคน
ไม่มีอย่างไหนที่ให้ผลแบบหน้าเปลี่ยนชัดเจนภายในวันเดียว แม้แต่ฟิลเลอร์ก็ต้องรอให้ยุบบวมก่อนถึงจะเห็นผลที่แท้จริง
ใครไม่ควรทำ หรือควรรอก่อน?
ไม่ว่าฟิลเลอร์หรือสกินบูสเตอร์ บางกรณีควรเลื่อนหรือปรึกษาแพทย์ให้ละเอียดก่อนค่ะ
- ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีการติดเชื้อ สิวอักเสบ หรือเริมกำเริบบริเวณที่จะฉีด
- เคยแพ้ส่วนผสมหรือยาชา
- กินยาหรืออาหารเสริมที่ทำให้เลือดออกง่าย (ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง ให้แจ้งแพทย์ก่อน)
- เพิ่งฉีดฟิลเลอร์ในจุดเดียวกันมาไม่นาน และยังไม่รู้ว่าเป็นสารอะไร
- คาดหวังให้สกินบูสเตอร์ทำหน้าที่แทนฟิลเลอร์หรือแทนการยกกระชับ
ตอนปรึกษาควรได้คำตอบอะไรก่อนเลือก?
คำถามสำคัญที่สุดคือ “ปัญหาที่เห็นอยู่ เกิดจากปริมาตรหาย หรือจากคุณภาพผิว?” ถ้ายังไม่ได้คำตอบข้อนี้ ไม่ควรเลือกทั้งฟิลเลอร์และสกินบูสเตอร์ค่ะ
คำถามที่ควรถามเพิ่ม
- ถ้าเป็นฟิลเลอร์ ฉีดจุดไหน ใช้สายนำเข้าหรือสายเกาหลี และราคาในใบเสนอราคาเป็นของจุดไหน
- ถ้าเป็นสกินบูสเตอร์ ใช้ตัวไหน กี่ cc ต้องทำกี่ครั้ง ห่างกันเท่าไร และมีตัวเลือกวิธีฉีดที่คิดเงินเพิ่มหรือไม่
- ถ้าอยากทำทั้งสองอย่างในทริปเดียว ควรเรียงวันอย่างไร
- ราคารวม VAT แล้วหรือยัง และมีค่าระบุแพทย์หรือไม่
- ถ้ามีปัญหาหลังกลับไทย ติดต่อคลินิกทางไหน
ที่ MIO มีแพทย์ผู้มีประสบการณ์สี่คน แต่ละคนมีงานหลักต่างกัน งานฟิลเลอร์และปรับรูปหน้าเป็นงานหลักของ Jung Guhyun (แพทย์ผู้อำนวยการ) และ Shin Seungyong ส่วนสกินบูสเตอร์และงานเนื้อผิวเป็นงานหลักของ Kim Doyoung และ Lee Seungwook แพทย์ที่ดูแลจะกำหนดตอนจอง ถ้ามีคำถามว่าใครดูแลเรื่องไหน ถามได้ตอนปรึกษา ส่วนเรื่องภาษา Jung Guhyun และ Shin Seungyong ตรวจเป็นภาษาอังกฤษได้ และคลินิกมีล่ามภาษาอังกฤษ การปรึกษาที่อิงภาพถ่ายและการวัดผล ทำให้อธิบายด้วยภาพได้มากกว่าการพูดอย่างเดียว ถ้ากังวลเรื่องการสื่อสาร ดูวิธีเตรียมตัวได้ที่ ไปคลินิกที่โซลแล้วสื่อสารกันยังไง
ทุกคนไม่ว่าเพศใดหรืออัตลักษณ์แบบไหน คุยเป้าหมายของตัวเองได้อย่างเปิดเผย เพราะเป้าหมายเรื่องรูปทรงหน้าที่ต่างกันมีผลต่อการเลือกจุดฉีดและปริมาณโดยตรง
FAQ
สกินบูสเตอร์ใช้แทนฟิลเลอร์ได้ไหม?
ไม่ได้ค่ะ สกินบูสเตอร์ช่วยเรื่องเนื้อผิว ไม่ได้เติมปริมาตรหรือปรับรูปทรงอย่างฟิลเลอร์ ถ้าปัญหาคือร่องลึกหรือโครงหน้า สกินบูสเตอร์จะไม่ให้ผลแบบนั้น
ทำไมราคาฟิลเลอร์กับสกินบูสเตอร์เอามาเทียบกันตรงๆ ไม่ได้?
เพราะใช้หน่วยคิดเงินต่างกันค่ะ ที่ MIO ฟิลเลอร์คิดต่อจุดและแยกสายนำเข้ากับสายเกาหลี ส่วนสกินบูสเตอร์คิดต่อ cc หรือต่อขวด และส่วนใหญ่ต้องทำหลายครั้ง
ทำฟิลเลอร์และสกินบูสเตอร์ในทริปเดียวได้ไหม?
ทำได้ในหลายกรณีค่ะ ตามคำแนะนำของ MIO ให้ทำฟิลเลอร์ต้นทริปและทำสกินบูสเตอร์ส่วนใหญ่ท้ายทริป แต่ลำดับและความเหมาะสมแพทย์ต้องประเมินเป็นรายบุคคล
หลังฉีดสกินบูสเตอร์มีรอยนานแค่ไหน?
มักมีรอยเข็ม ตุ่มเล็กๆ หรือรอยแดงประมาณ 1-3 วัน และอาจมีจุดช้ำ ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคนและแต่ละผลิตภัณฑ์ค่ะ
ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน?
ฟิลเลอร์กลุ่มไฮยาลูรอนิกมักอยู่ได้ตั้งแต่หลายเดือนจนถึงราวหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น ขึ้นกับจุดที่ฉีด ชนิดสาร และร่างกายแต่ละคน รับประกันระยะเวลาไม่ได้ค่ะ
ราคาในบทความรวม VAT แล้วหรือยัง?
ยังไม่รวมค่ะ ราคาเป็นราคาตามเมนูของ MIO ณ เวลาที่เขียน ยังไม่รวม VAT ถ้าระบุแพทย์ต้องจ่ายเพิ่ม KRW 100,000 และค่าเงินบาทเป็นค่าประมาณ
จองที่ MIO Clinic ย่านกังนัม โซล
Seoul Skin Notes คือบล็อกอย่างเป็นทางการของ MIO Clinic คลินิกความงามย่านกังนัม กรุงโซล หากคุณกำลังวางแผนทำทรีตเมนต์ที่โซล ทีมงาน MIO Clinic พร้อมให้คำปรึกษาและรับจองผ่าน LINE บอกเราว่าคุณสนใจทรีตเมนต์แบบไหน แล้วเราจะแนะนำตัวเลือกที่เหมาะกับคุณ
MIO Clinic
2-3F, FINE TOWER, 372 Gangnam-daero, Gangnam-gu, Seoul
สถานีกังนัม (Gangnam) ทางออก 4 เดิน 3 นาที
เวลาทำการ: จันทร์ & ศุกร์ 10:00–21:00 / อังคาร–พฤหัส & เสาร์ 10:00–19:00 / อาทิตย์ 10:00–19:00
เว็บไซต์:mioclinic.kr/th · Instagram:@mioclinic_th · อีเมล:th-official@mioclinic.kr · Google Maps
